เทคนิคการเลี้ยงปลาทองรันชูให้สวย

“เทคนิคการเลี้ยงปลาทองรันชูให้สวย”

คำพูดที่ว่า “รันชูจะสวยได้ขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงเป็นสำคัญ” นับว่าเป็นเรื่องจริงของการเลี้ยงปลารันชู ผู้เลี้ยงทุกคนนอกจากจะคัดเลือกปลารันชูที่มีมาตรฐานมาเลี้ยงแล้วก็พยายามที่จะหาวิธีการต่างๆ ในการที่จะทำให้ปลารันชูที่เขารักมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่การที่จะให้ปลารันชูมีพัฒนาการที่ดีขึ้นนั้นก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเลี้ยงของแต่ละคนเป็นสำคัญ แม้ว่าเราจะแยกรันชูที่เหมือนๆ กัน 2 ตัว ออกไปเลี้ยงคนละบ้านผลที่ได้ออกมาอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้
ดังนั้น เรามาดูวิธีการเลี้ยงของคนไทยที่ประสบความสำเร็จมีปลาในครอบครองได้รับรางวัลสำคัญๆ หรือมีผลงานตลอดทั้งปีดูว่า เขาเหล่านั้นมีวิธีการเลี้ยงอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางไปปรับใช้กับการเลี้ยงของเรา เนื่องจาก รันชูไม่มีสูตรสำเร็จ จะสังเกตได้ว่าแต่ละคนมีวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างกันแต่ก็ประสบความสำเร็จได้
โดยจะมีคำถามยอดฮิตที่ถามกัน ประกอบด้วย
1. สภาพการเลี้ยงเป็นอย่างไร เช่น พื้นที่ในการวางบ่อ สภาพอากาศ อุณหภูมิ จำนวนบ่อ ขนาดของบ่อ เป็นต้น
2. การถ่ายน้ำ เช่น วิธีการดูแลสภาพน้ำ ระยะเวลาการถ่ายน้ำ เป็นต้น
3. การให้อาหาร เช่น ชนิดของอาหารที่ให้ เวลาการให้อาหาร อาหารพิเศษ เป็นต้น
4. เทคนิคการเลี้ยงให้ปลามีสภาพสมบูรณ์ เสริมจุดเด่น แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ เป็นต้น
5. การดูแลรักษาปลาป่วย

โดยบุคคลที่เชิญมาให้ข้อมูลเป็นบุคคลที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการเลี้ยงของประเทศไทย ประกอบด้วย
คุณณัฐวุฒิ เรืองเวส - ประสบการณ์เลี้ยงปลารันชู 13 ปี
- GRAND CHAMPION ปี 2551
- RANKING อันดับ 1 ปี 2552
คุณธนะ บุษปวนิช - ประสบการณ์เลี้ยงปลารันชู 13 ปี
- GRAND CHAMPION ปี 2550
- RANKING อันดับ 1 ปี 2550
คุณสมนึก สุขุมาลนนท์ - ประสบการณ์เลี้ยงปลารันชู 5 ปี
- GRAND CHAMPION ปี 2552
- RANKING อันดับ 2 ปี 2553
1. สถานที่เลี้ยง
สถานที่เลี้ยงนับเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะทำให้ปลารันชูมีพัฒนาการที่ดี ปลารันชูเป็นปลาที่ดูด้านบน (TOP VIEW) ดังนั้น ปลารันชูจึงถูกเลี้ยงในอ่าง/บ่อ ซึ่งอ่าง/บ่อจะมีขนาดที่ต่างกัน ตลอดจนวัสดุที่ใช้ก็ต่างกัน เช่น ไฟเบอร์ บ่อปูน ฯลฯ ซึ่งข้อดีของบ่อไฟเบอร์ คือ ดูแลรักษาง่าย มีน้ำหนักเบา สามารถขนย้าย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงได้ แต่ข้อเสีย คือ รักษาอุณหภูมิของน้ำไม่ดีนัก โดยเฉพาะบ่อที่มีปริมาณน้ำน้อย อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย บ่อปูน ข้อดี คือ สามารถรักษาอุณหภูมิน้ำได้ดี แต่ข้อเสีย คือ ขนย้ายยาก เป็นต้น นอกจากนี้สถานที่ตั้งอ่าง/บ่อ ควรเป็นสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดส่องถึงบ้าง เนื่องจากแสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคบางอย่างแล้ว จะส่งผลต่อสีของปลาอีกด้วย ปลารันชูที่ไม่โดยแดดสีจะซีดและดูไม่สดใส

คุณธนะ บุษปวนิช - เมื่อก่อนเคยเลี้ยงปลาในที่มีสิ่งแวดล้อมต่างกัน โดยเลี้ยงไว้ชั้นล่าง 4 ใบ
(1.10 m x 1.40 m) ชั้นบน (ระเบียง) 4 ใบ (1.10 m x 1.40 m) ปรากฏว่า ปลาที่อยู่ชั้นบนมีสุขภาพและการเจริญเติบโตดีกว่าปลาที่เลี้ยงชั้นล่างมาก ปัจจุบันเลี้ยงอยู่ชั้นบนทั้งหมด แต่ต้องลดจำนวนลงเหลืออ่างแค่ 7 ใบ 1.10 m x 1.40 m 6 ใบ 180 m x 150 m 1 ใบ บริเวณที่เลี้ยงปลาจะโดนแดดช่วงเช้า 06.00 – 11.30 น. โดยประมาณ อากาศโดยรอบถ่ายเทดี โดนฝนบ้างนิดหน่อย จำนวนปลาก็พยายามไม่ให้หนาแน่น ถ้าปลาเล็ก (ไม่เกินโตไซ) ต่อหนึ่งอ่างจะเลี้ยงไม่เกิน 3 ตัว หากเกินโตไซแล้วจะเลี้ยงอ่างละสองตัว พยายามให้มีปลาในบ้านไม่มากนัก โดยจะเก็บอ่างไว้หนึ่งใบเผื่อเวลา ย้ายปลา จึงเลี้ยงปลาจริงๆ แค่ 6 ใบ

คุณณัฐวุฒิ เรืองเวส - ที่ตั้งบ่อมีการถ่ายเทอากาศที่ดี หลังคาบ่อมีช่องให้แสงแดดส่องเข้าถึงบ่อได้
โดยตรง โดยบ่อจะโดนแดดทั้งในช่วงเช้า และช่วงบ่าย เฉลี่ยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง โดยบ่อที่ใช้เป็นบ่อปูนซีเมนต์ทั้งหมด มีอยู่ จำนวน 8 บ่อ ขนาดใหญ่สุด 1.8 x 2.2 เมตร ลึก 30 ซม. ขนาดกลาง 3 บ่อ 1.5 x 1.8 เมตร ลึก 25 ซม. และขนาดเล็ก 4 บ่อ 1.25 x 1.25 เมตร ลึก 20 ซม. โดยการเลี้ยงจะใส่ปลาจำนวนไม่มากนักในแต่ละบ่อ เฉลี่ย 3 – 5 ตัว/บ่อ ทำให้การดูแลสภาพน้ำเป็นไปได้ง่าย เนื่องจากเลี้ยงปลาไม่หนาแน่นนัก

คุณสมนึก สุขุมาลนน์ท - สถานที่ตั้งบ่อปลาจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อากาศต้องถ่ายเทได้สะดวก
แสงแดดจะต้องเข้าถึงทุกบ่อ สุขภาพปลาก็จะแข็งแรง ปลาก็จะได้ไม่เครียด ไม่ป่วย ปลาก็จะแสดงลักษณะและเปล่งประกายความสวยงามออกมาได้อย่างเต็มที่ จำนวนบ่อที่เลี้ยงเป็นบ่อไฟเบอร์ทั้งหมด มีขนาด ดังนี้ 2 ใบ (30 x 90 x 25 ) 4 ใบ (110 x 140 x 25) 3 ใบ (130 x 170 x 25)
จำนวนปลาที่เลี้ยงในบ่ออาจจะมี 2 ตัว บ้าง 3 ตัวบ้าง 4 ตัวบ้าง แล้วแต่ความสะดวกของผู้เลี้ยงปลา

2. การถ่ายน้ำ - การถ่ายน้ำมีความจำเป็นในการเลี้ยงปลา เพราะปลารันชูต้องการน้ำสะอาด การ
ถ่ายน้ำจะเป็นการล้างสิ่งสกปรกและสารพิษที่อยู่ในน้ำ เช่น แอมโมเนีย ไนเตรท์
ฯลฯ โดยเฉพาะสารฟีโรโมน ที่จำกัดการสร้างฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต(GROWTH HORMONR) ให้เหลือน้อยที่สุดเราจึงสังเกตุเห็นได้ว่าปลารันชูถ้ามีการเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ จะมีอัตราการโตที่ดี อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนน้ำก็ควรระวังในเรื่องของอุณหภูมิที่อาจมีความแตกต่างกันในกรณีที่ไม่มีการพักน้ำไว้ก่อน หรือต้องระวังเรื่องคอลลีนที่อยู่ในน้ำ ซึ่งจะทำอันตรายแก่ปลารันชูได้ นอกจากนี้ปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาของปลารันชู จึงต้องมีการเปิดปั๊มลมให้มีความแรงที่เหมาะสม การเปิดป๊มลมแรงๆจะทำให้ฟองอากาศเคลื่อนที่เร็ว ทำให้ฟองอากาศสัมผัสน้ำได้น้อย วิธีที่ถูกควรเปิดปั๊มลมให้มีฟองละเอียด เคลื่อนที่ช้าจะดีกว่า

คุณธนะ บุษปวนิช - น้ำมีใช้เลี้ยงปลาจะใช้ระบบกรองคลอรีน ส่วนการดูแลโดยทั่วไปของสภาพน้ำ
จะไม่ยุ่งใดๆ ทั้งสิ้น ประมาณ 10 – 12 วัน จึงย้ายปลาออกไปอยู่อ่างใหม่ที่เตรียมน้ำไว้ โดยวันแรกที่ย้ายปลาจะงดอาหาร 1 วัน วันที่ 2 ใส่เกลือนิดหน่อย เฉลี่ยประมาณ 0.15% แล้วก็ให้อาหารปกติ ที่ผ่านมาปลาที่บ้านไม่ค่อยป่วย เลยไม่มีการใส่ยาใดๆ ทั้งสิ้น

คุณณัฐวุฒิ เรืองเวส - การถ่ายน้ำจะมีการเตรียมน้ำใส่แท็งซ์น้ำขนาด 1,600 ลิตรเก็บไว้ เพื่อเป็นการลด
คอลลีน และอุณหภูมิของน้ำใกล้เคียงกับสภาพอากาศในขณะนั้น โดยการถ่ายน้ำ
จะถ่ายออก 100 % ทุกๆ 4 – 7 วัน แล้วแต่สภาพน้ำในขณะนั้นเนื่องจากเลี้ยงปลาในแต่ละบ่อไม่มาก น้ำจึงเสียช้า หน้าร้อนจะถ่ายบ่อยกว่าหน้าหนาวหรือถ้าช่วงใดให้อาหารมากกว่าปกติ ก็จะถ่ายบ่อย นอกจากนี้ยังเปิดน้ำหยดไว้เล็กน้อย เพื่อให้น้ำล้นสิ่งสกปรกผิวหน้าน้ำออกไป ทำให้บ่อน่ามองยิ่งขึ้น การถ่ายน้ำจะไม่ใส่เกลือ ไม่ใส่ยาใดๆ ยกเว้นหากสภาพแวดล้อมไม่ดีอาจใส่เกลือบ้างเล็กน้อยเป็นบางครั้ง

คุณสมนึก สุขุมาลนนท์ - วิธีการดูแลน้ำจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษจะมีอ่างพักน้ำไว้ ประมาณ 3 – 4 วัน
แล้วติดออกซิเจนด้วย ไม่ได้ใช้ระบบกรองน้ำทุกครั้ง ที่ถ่ายน้ำปลาจะดูคุณภาพน้ำเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเปลี่ยนน้ำปลา ประมาณ 5 – 7 วัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำปลาแต่ละอ่าง และทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำปลาก็จะเปลี่ยนทั้งหมด 100% ถ่ายน้ำทุกครั้งจะไม่ใส่ย่า และก็ไม่ได้ ใส่เกลือ

3. การให้อาหาร - อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการให้ปลารันชูมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ความสนุกของ
ปลารันชูจึงอยู่ที่การให้อาหาร ว่าการให้อาหารชนิดใดปลาจะพัฒนา ให้อาหารมากแค่ไหนปลาจึงจะสมบูรณ์ได้ส่วน จะให้อาหารบ่อยแค่ไหนจึงจะดี ปลารันชูเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหาร มีแต่ลำไส้ขดยาวอยู่ในตัวปลา เมื่อมีอาหารเข้ามาลำไส้ก็จะทำงาน หากไม่มีอาหารเข้ามาลำไส้ก็จะทำงานดูดซึมอย่างช้าๆ ดังนั้นการให้อาหารน้อยๆ แต่บ่อยๆ จึงเป็นการกระตุ้นให้ปลารันชูได้มีการย่อยและการดูดซึมอาหารต่อเนื่องตลอดแทบทั้งวัน ปลาก็จะโตขึ้นอ้วนขึ้นได้ง่ายกว่า และป้องกันอาหารเสียหมักหมมอยู่ในลำไส้ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ หรือท้องบวมอีกประการหนึ่งด้วยคุณค่าของอาหารก็เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาเช่นกัน โดยปกติ
ปลาทองเป็นปลาที่กินพืช แต่ปลารันชูเป็นปลาที่ต้องการโปรตีนสูง เพื่อพัฒนาให้ร่างกายอ้วนบึกบึนมีกล้ามเนื้อ และพัฒนาวุ้นให้มีความสวยงาม จำนวนเปอร์เซ็นโปรตีนที่เขียนไว้ข้างถุงอาหารอาจไม่สำคัญเท่ากับ
จำนวนโปรตีนที่ปลานำไปใช้ได้จริง โปรตีนที่ดีต่อปลารันชูควรมาจากโปรตีนของสัตว์น้ำเช่น ปลา กุ้ง ลองสังเกตุได้ว่าหากปลารันชูสามารถใช้โปรตีนในอาหารได้มากการขับถ่ายจะมีโปรตีนออกมาน้อย ทำให้คุณภาพน้ำไม่เสียเร็ว ดังนั้นผู้เลี้ยงปลารันชูส่วนใหญ่จะให้อาหารสดเป็นหลัก เช่น หนอนแดง ลูกน้ำ ลูกไร อาร์จิเมีย ฯลฯ ส่วนอาหารเม็ดก็พยายามเลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง โดยมีข้อสังเกตุว่า อาหารสดจะย่อยง่ายกว่าอาหารเม็ด และมีผลต่อการเติบโตและการพัฒนาของวุ้น โดยเฉพาะปลาเล็กควรเน้นที่อาหารสดเป็นหลัก ส่วนอาหารเม็ดนั้นจะเสริมสร้างท้องและลำตัว สำหรับอาหารเสริมอื่นๆเช่น ผำ แหน ฟักทองบดต้ม วิตามิน ฯลฯ ผู้เลี้ยงหลายคนอาจให้เสริมเพื่อให้รันชูได้รับสารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน

คุณธนะ บุษปวนิช - มีการให้ทั้งอาหารสด และอาหารเม็ด โดยมีระยะเวลาการให้ ดังนี้
เวลา ชนิดอาหารที่ให้ ยี่ห้อ ฯลฯ
06.00 น. หนอนแดง
11.00 น. อาหารเม็ด HIKARI
14.00 น. หนอนแดง
17.00 น. อาหารเม็ด HIKARI
*** ให้อาหารวันละ 4 มื้อ ทั้งปลาเล็ก และปลาใหญ่ อาหรเสริมมีให้อาทิตย์ละ 1 วัน ให้กินผำโดยไม่ให้อาหารอื่นเลยในวันนั้น

คุณณัฐวุฒิ เรืองเวส - มีการให้ทั้งอาหารสดและอาหารเม็ด มีระยะเวลาการให้ดังนี้
8.00 น. หนอนแดง
12.00 น. หนอนแดง
18.00 น. หนอนแดง
20.30 น. อาหารเม็ด ยี่ห้อ โอโตหิเมะ(จากญี่ปุ่น) , ฮิการิ ฯลฯ
จะสังเกตุได้ว่าจะมีเวลาทิ้งช่วงในช่วงสายกับช่วงบ่ายห่างกันมาก เพราะเนื่องจากไปทำงานไม่อยู่บ้าน แต่ถ้าอยู่บ้านจะให้เพิ่มจาก 4 มื้อ เป็น 5 – 6 มื้อ มีอาหารเสริมบ้างเช่น เต้าหู้ไข่ ฝักทองบดต้ม อาหารเร่งสีให้เป็นบางครั้ง ขณะเดียวกันก้อมีการแยกปลาอ้วน ปลาผอมไว้คนละบ่อ ซึ่งปลาผอมก็จะให้อาหารมากกว่าปกติและเน้นอาหารเม็ด ส่วนปลาอ้วนจะให้อาหารน้อยและเน้นอาหารสดเพียงอย่างเดียว

คุณสมนึก สุขุมาลนนท์ - การให้อาหารจะให้ตลอดทั้งวัน เว้นช่วงกลางวันเล็กน้อย โดยให้บ่อยๆ มีทั้ง
อาหารสด และอาหารเม็ด ดังนี้
เวลา ชนิดอาหารที่ให้ ยี่ห้อ ฯลฯ
07.00 น. หนอนแดง
08.00 น. หนอนแดง
09.00 น. หนอนแดง
10.00 น. หนอนแดง
11.00 น. หนอนแดง
15.00 น. หนอนแดง
16.00 น. หนอนแดง
17.00 น. หนอนแดง
18.00 น. อาหารเม็ดจม
19.00 น. อาหารเม็ดจม

4. เทคนิคการเสริมสร้างความสมบูรณ์ เสริมจุดเด่น แก้ไขข้อบกพร่อง
“ รันชูสวยได้ขึ้นอยู่กับวิธีเลี้ยงเป็นสำคัญ ” แม้ว่าการคัดเลือกปลารันชูที่ได้มาตรฐานมาเลี้ยงจะทำให้การเลี้ยงปลาให้สวยมีความง่ายขึ้น เนื่องจากปลามีมาตรฐานเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่การหาปลารันชูที่ดีไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ปลาแต่ละตัวอาจมีจุดด้อย จุดเด่นที่ต่างกัน ดังนั้นแต่ละคนจึงมีเทคนิคที่จะลบจุดด้อย เสริมจุดเด่นที่ต่างกัน ลองมาดูว่าแต่ละท่านมีจุดเด่นที่ต่างกันอย่างไร

คุณธนะ บุษปวนิช - โดยส่วนตัวไม่มีเทคนิคอะไร มันอยู่ที่เริ่มหาปลาเข้าบ้าน เราก็ควรเลือกปลาที่ดีมี
มาตรฐาน มีสัดส่วนของร่างกายที่ครบองค์ประกอบ ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของรันชูได้ เลือกปลาที่ดีมาเลี้ยง แล้วเลี้ยงให้ดี โดยดูแลอากาศ แสง น้ำ อาหารให้สม่ำเสมอ ปัจจัยสำคัญของการเลี้ยงรันชู น่าจะเป็นสถานที่ตั้งอ่างเลี้ยงปลา รองลงมาก็น้ำ อาหาร อีกอย่างที่คิดว่าสำคัญมากก็คือ ต้องให้โอกาสปลาให้เวลาที่จะพัฒนาร่างกายขึ้นมาอย่าด่วนตัดสิน
สรุปคือ ส่วนตัวไม่มีเทคนิคอะไรทั้งสิ้นในการเลี้ยงปลา

คุณณัฐวุฒิ เรืองเวส - เทคนิคในการเลี้ยงให้สวย เนื่องจากการคัดเลือกปลาที่ได้มาตรฐานมาเลี้ยง
เพราะจะสามารถเลี้ยงให้มีพัฒนาการที่ดีได้มากกว่า ข้อสำคัญคือเมื่อเลี้ยงแล้วอย่า
ให้ปลาป่วย เพราะหากปลามีการป่วย (โดยเฉพาะป่วยหนัก) จะทำให้ปลาหยุดชะงักและบางครั้งอาจกลับมาสวยเหมือนเดิมไม่ได้ หรือต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาดีเหมือนเดิม เทคนิคของการเลี้ยงปลาให้มีการพัฒนา นอกจากการคัดเลือกปลาและเลี้ยงให้สมบูรณ์ไม่ป่วยแล้ว การถ่ายน้ำและการให้อาหารจะเป็นตัวควบคุมการพัฒนาของปลารันชู เช่น อยากให้ปลายืดตัว โตเร็ว ก็ถ่ายน้ำบ่อยหน่อย ปลาหางแข็งเกินไปก็ให้เลี้ยงน้ำลึกให้มีพื้นที่ว่ายน้ำมากๆ ตลอดจนอาจใช้มือลูบใบหางให้งุ้มลงบ้าง การให้อาหารก็เลือกอาหารที่มีผลต่อการพัฒนาของปลา เช่น อยากให้ปลามีวุ้น ก็ให้อาหารสดมากๆ อยากให้ท้องออกก็ให้อาหารเม็ดมากๆ อยากให้ปลาสีเข็ม ก็ให้อาหารเร่งสีและให้โดนแดด ถ่ายน้ำไม่ต้องบ่อยนัก ในการเลี้ยงอาจมีการช๊อคเกลือ (การล้างตัวปลาด้วยเกลือเข้มข้น) บางครั้งเพื่อให้ปลาปราศจากปรสิตเกาะ และทำให้เกร็ดสวยใสแวววาว เป็นต้น

คุณสมนึก สุขุมาลนนท์ - 1. ปัญหาของปลาทองรันชู ปลาหน้าน้อยทำอย่างไร ส่วนตัวผมจะพยายามเลือก
ปลาพื้นฐานครั้งแรก คือ ปลามีหน้ามาเลี้ยง ส่วนปลาหน้าน้อยก็จะให้อาหารสดมากๆ ให้ว่ายน้ำมากๆ
2. ทำอย่างไรให้ปลาโตเร็ว ก็จะเลี้ยงปลาไม่ให้เจอกับปัญหาป่วย เพราะป่วยแต่ละครั้ง บางท่านก็รักษาหาย 3 วัน บางท่านก็รักษาหาย 7 วัน บางท่านก็รักษาปลาตายก็มี เมื่อปลาป่วยแต่ละครั้งปลาก็จะหยุดการเจริญเติบโตทุกครั้ง กระผมเลี้ยงปลาแต่ละครั้งจะพยายามไม่ให้ปลาป่วย
3. ปลาสีเข้มทำอย่างไร กระผมนั่นก็จะเลี้ยงอาหารเพื่อเร่งสี และให้กินผำ เลี้ยงน้ำ
ให้แก่ ประมาณ 7 – 15 วัน หลังจากนั้นก็ถ่ายน้ำออกเลี้ยงอาหารเม็ดเร่งสีอีก 2 – 3
วัน

5. การรักษาปลาป่วย          -ปลารันชูที่เลี้ยงในสภาพที่เหมาะสม  มีสภาพน้ำ  สภาพอาหารที่ดีจะไม่ป่วยได้ง่าย  แต่ในช่วงการเลี้ยงปลารันชูของแต่ละคนก็คงต้องประสบเหตุการณ์ปลาป่วยมาด้วยกันทั้งนั้น  ไม่พ้นแม้แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว  ก็มีปลาป่วยตายก่อนเวลาอันสมควรนับไม่ถ้วน  ทุกคนต้องผ่านเหตุการณ์เหล่านั้น  และจะทำให้มีประสบการณ์ในการระวัง  การรักษาต่อไป  ปัจจัยที่ทำให้ปลารันชูป่วย  เช่น  สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงไม่เหมาะ  สภาพน้ำไม่ดี  ให้อาหารมากเกินไป  จนมีอาหารเน่าเสียในบ่อ  อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลง  มีการนำปลาใหม่เข้าบ้านและติดโรค ฯลฯ 

คุณธนะ   บุษปวนิช  - ถ้าที่ตั้งอ่างเลี้ยงปลาดี คือ มีแสงแดดส่องถึง อากาศถ่ายเทดี จำนวนปลาในอ่างไม่
หนาแน่น เวลามีปลาใหม่เข้าบ้านก็แยกออกจากปลาเก่า ไม่รวมปลา อากาศดีปลาจะป่วยก็มีน้อย ทุกเช้าก่อนให้อาหารปลาควรสังเกตอาการของปลาด้วยว่าปกติหรือไม่ ถ้าผิดปกติก็ไม่ควรให้อาหาร เลี้ยงโดยใช้วิธีนี้มาตลอด ปลาไม่ค่อยป่วย จึงรักษาปลาไม่เป็น ยามาตรฐานที่มีติดบ้านเป็นยาสามัญประจำบ้าน ก็คือ เกลือ  พยายามหาวิธีเลี้ยงไม่ให้ปลาป่วยดีกว่าศึกษาวิธีรักษาปลา

คุณณัฐวุฒิ   เรืองเวส   - การรักษาปลาป่วย  ต้องเริ่มจากดูปลาให้เป็นก่อนว่าปลาป่วยหรือไม่  โดยส่วนตัว
จะดูตอนให้อาหารปลา  ปกติถ้าปลาไม่ป่วยจะรีบเข้ามากินอาหาร  ถ้าตัวไหนแยกออกจากฝูง  ว่ายน้ำช้าไม่มีแรง  เหงือกขยับข้างเดียว  หรือบริเวณลำตัวมีร่องรอยการตกเลือด  ครีบหางเปื่อย  นั่นล่ะอาการของปลาป่วย  เมื่อรู้ว่าป่วยก็ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร  จะได้แก้ได้ตรงจุด  เช่น  ป่วยจากเชื้อโรค  ก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรค  เช่น  ยาเหลือง  ยาเขียว  ยาแก้อักเสบต่างๆ  ป่วยจากปรสิต  ก็ใช้ยาฆ่าปรสิต  เช่น  ไซเตรต  ฟอร์มาลีน ฯลฯ  โรคที่พบบ่อย  เช่น
โรคเหงือก   การรักษา  แยกปลาป่วย  ใส่น้ำใหม่  100 ลิตร เกลือ  500 กรัม  ยาเขียว  ½  ช้อนชา  พาราซาน  10 ซีซี
โรคตกเลือด/เปื่อย  การรักษา  แยกปลาป่วย  ใส่น้ำใหม่  100 ลิตร เกลือ  500 กรัม  ยาเขียวหรือยาเหลือง  ½  ช้อนชา
โรคที่เกิดจากปรสิต   เช่น  จุดขาว  ปลิงใส  การรักษา  แยกปลาป่วย ใส่น้ำใหม่  100 ลิตร  ยาเขียว  ไซเตรด  1 ช้อนชา  หรือ  ฟอร์มาลีน  5 ซีซี
การรักษาควรเปิดอ๊อกซิเจนให้แรงกว่าปกติ  และการใช้ยาต้องให้ครบ
โดส  คืออย่างน้อย  5 – 7 วัน  งดอาหาร  การถ่ายน้ำ 5- 7 วัน  ถ่ายน้ำถ้ายังไม่ดีขึ้นใส่ยาซ้ำอีกครั้ง  หาวัสดุมาปิดบ่อ  80 %  ให้ปลาได้พัก  และป้องกันยาเสื่อมถ้าโดนแสงแดด

คุณสมนึก   สุขุมาลนนท์   - ทุกคนเลี้ยงปลาทองรันชูไม่ว่ามือเก่าหรือมือใหม่ ก็ต้องพบกับปัญหาปลาป่วยทุก
ท่าน จะต้องสังเกตอาการป่วยของปลาทองรันชู เริ่มแรกให้เป็นเพราะถ้าสังเกตเห็นตั้งแต่แรกก็จะทำการรักษาได้ง่าย มือใหม่ไม่ควรรวมปลาที่ซื้อมาใหม่กับปลาเก่าในทันที  เพราะจะทำให้ปลาป่วยได้ง่ายอย่างยิ่ง โรคที่พบบ่อยในปลาทองรันชู คือ โรคเหงือก จากเลือด วิธีรักษา ใส่ยา AQ1 หรือยาเขียว และไซเตรดกับเกลือ
เป็นอย่างไรบ้างครับเทคนิคการเลี้ยงปลารันชูให้สวยที่หลากหลายวิธีของบุคคลที่ประสบความสำร็จ  จะเห็นว่ามีหลายสิ่งที่ปฏิบัติเหมือนกัน  หลายสิ่งที่ปฏิบัติต่างกัน  แต่เขาเหล่านั้นก็ประสบความสำเร็จเลี้ยงปลารันชูให้สวยจนได้รางวัลได้  ดังนั้นการเลี้ยงปลารันชูจึงไม่มีสูตรสำเร็จ  แต่จงพยายามหาวิธีเลี้ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง  และปรับวิธีเลี้ยงให้ปลารันชูสวยอย่างที่เราคาดหวัง  ความสุขของการเลี้ยงปลารันชูก็อยู่ตรงนั้นล่ะครับ  สวัสดี !


  • คลิกเพื่อชมวีดีโอทั้งหมด
  • เข้าสู่ระบบสมาชิก (Login)

    Username :

    Password :

  • Sponser (ผู้สนับสนุนเว็บไซต์)